ถุงยาง "ชายไทย" ไซส์ใหญ่ขึ้น วัยรุ่นนิยมใช้น้อย เหตุเพราะไม่มีขนาดพอดี พบวัยรุ่นบางส่วนอยากใช้ถุงยางแต่ที่ขายใหญ่ไปเลยไม่ได้ใช้

          เอดส์ ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท เอดส์ ถุงยาง”ชายไทย”ไซส์ใหญ่ขึ้น วัยรุ่นนิยมใช้น้อยเหตุไม่มีขนาดพอดี ถุงยาง”ชายไทย”ไซส์ใหญ่ขึ้นวัยรุ่นนิยมใช้น้อย เหตุไม่มีขนาดพอดี (ไทยโพสต์) เผยผลสำรวจขนาดถุงยางสำหรับชายไทยเพื่อหวังผลรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ พบปัจจุบันชายไทยไซส์ใหญ่ขึ้น เหตุใช้ถุงยางไซส์ 52 มม.มากกว่า 49 มม.เผยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้ถุงยางไซส์ 49 มม.มากที่สุด ในขณะที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ใช้ไซส์ 52 มากกว่า ระบุ 10-20% ใช้ไซส์เล็กและใหญ่กว่ามาตรฐาน พบวัยรุ่นบางส่วนอยากใช้ถุงยางแต่ที่ขายใหญ่ไปเลยไม่ได้ใช้เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 22 มิ.ย. นพ.สมยศ กิตติมั่นคง หัวหน้ากลุ่มโรคเอดส์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กรมควบคุมโรค กระทรวง สาธารณสุข (สธ.) แถลงว่า ตามที่ได้มีการทำโพลล์สำรวจขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสมสำหรับชายไทย ผ่านทาง โดยแบ่งช่วงอายุ ออกเป็น 5 ช่วง คือ 13-15 ปี, 16-19 ปี, 20-25 ปี, 26-35 ปี และอายุมากกว่า 35 ปี สำหรับการวัดขนาดอวัยวะเพศ จะวัดตอนอวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ วัดเส้นรอบวง หน่วยเป็นมิลลิเมตรและหาร 2 จะได้เบอร์ถุงยางอนามัยที่แต่ละคนควรใช้ ซึ่งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ คือ 49 และ 52 แต่ที่ขายในประเทศไทยมี 5 ขนาด ด้วยกันคือ 49, 52, 53, 54 และ 56 เดิมคนไทยเชื่อว่าขนาดของคนไทยคือ 49 มม. ทั้งนี้ 30 ปีก่อนมีการสำรวจขนาดอวัยวะเพศชาย โดย ศ.ดร.เทพพนม เมืองแมนได้ทำการวิจัยวัดขนาดโดยให้หมอนวด

          ทำการวัดขนาดผู้ชายก่อนการใช้บริการ และไม่เคยมีการสำรวจมาก่อนจนมาถึงครั้งนี้ นพ.สมยศกล่าวต่อว่าได้มีการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือน ธ.ค.2552 พ.ค.2553 รวม 6 เดือน มีผู้เข้าร่วมทำโพลล์ 3,225 คน ผลการวิเคราะห์ข้างต้นพบว่า คนไทยราว 80% สามารถใช้ถุงยางอนามัยที่จำหน่ายในประเทศไทยได้ โดยมีขนาดอวัยวะเพศ ตั้งแต่ 49-56 มม. ในเด็กอายุ 13-15 ปีจะใช้เบอร์ 49 มากกว่า แต่มากกว่า 15 ปีขึ้นไปพบว่าจะใช้ถุงยางเบอร์ 52 มากกว่า นอกจากนี้ยังพบว่า 10-20% จะใช้ถุงยางไซส์เล็กและไซส์ใหญ่กว่ามาตรฐาน ส่วนข้อมูลจะแม่นยำแค่ไหนคงต้องทำวิจัยเชิงลึกมากขึ้น นพ.สมยศกล่าวว่า จุดประสงค์การทำโพลล์เพื่อกระตุ้นให้คนไทยให้ความสนใจ ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์ รู้จักการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูก ต้อง และเป็นข้อมูลขั้นต้นในการกำหนดนโยบายและการทำวิจัยเชิงลึกต่อไป “ได้คุยกับอาจารย์มหิดลท่านหนึ่ง บอกว่าไม่ใช่วัยรุ่นไม่อยากใส่ถุงยาง แต่มีส่วนหนึ่งที่อยากใช้แต่ใส่ถุงยางไม่ได้ เพราะบางคนบอกว่าใส่ไป 2 จึกก็หลุดแล้ว วัยรุ่นก็ไม่อยากใช้ถุงยางที่ใหญ่เกินขนาดของตัวเอง

          ดังนั้นคิดว่าบริษัทถุงยางน่าจะผลิตหรือนำถุงยางที่มีขนาดต่ำกว่า 49 มม.มาจำหน่าย” นพ.สมยศกล่าว และว่า สำหรับถุงยางที่กรมควบคุมโรคมีการแจกฟรีมี 2 ขนาด คือ 49 และ 52 เดิมจะมีการใช้ 2 ขนาด 50 ต่อ 50 แต่ปัจจุบันพบว่ามีการเบิกขนาด 52 มม.เยอะขึ้น สอดคล้องกับการทำโพลล์ว่าชายอายุ 15 ปีขึ้นไปจะใช้ 52 มากขึ้น แต่ต่ำกว่า 15 ปี จะใช้ขนาด 49 มม. และยังมีบางส่วนที่ใช้ขนาดต่ำกว่านั้นทั้งนี้ ในกลุ่มวัยรุ่นพบว่ายังมีอัตราการใช้ถุงยางน้อยมาก ไม่ถึง 40% ทำให้มีปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก โดยเฉพาะปัญหาโรคหนองในแท้ รวมถึง โรคเอดส์ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งคือปัญหาขนาดถุงยางที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามจากผลสำรวจนี้คิดว่าทางบริษัทผลิตถุงยางจะต้องทำการวิจัยเชิง ลึกเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ขนาดที่แท้จริงเพื่อผลิตถุงยางอนามัยที่เหมาะสำหรับชายไทยต่อไป นพ.สมยศกล่าวว่า ปัจจุบันยังพบว่าคนไข้ที่ถุงยางหลุดในช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ไปพบแพทย์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะใช้ถุงยางไม่ได้ขนาดคืออวัยวะเพศเล็กแล้วใช้ขนาดใหญ่ เกินไป หรือเวลามีอะไรกันแล้วไม่ได้เอาอวัยวะเพศออกมาทันทีก็ทำให้หลุดได้ ดังนั้น คิดว่าควรนำเข้าถุงยางขนาด 45 และ 47 มม.มาจำหน่าย ทั้งนี้หากถุงยางติดอยู่ในช่องคลอดนานๆ อาจทำให้เกิดการอักเสบ ได้ ทั้งนี้ปัจจุบันนอกจากจะมีถุงยางอนามัยสำหรับเพศชายแล้วยังมีเพศ หญิง และมีถุงยางอนามัยสำหรับเกย์หรือกลุ่มชายรักชายด้วย. By The Bedroom Story